บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

Sister Rich [บทนำ 01] ภาค ปราการเริ่มต้น

[K] ติดตาม กำลังติดตาม
เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 - 21:35 น.
AA 16

Sister Rich

บทนำ 01

ภาค ปราการเริ่มต้น

ในจังหวัดที่ไม่ไกลความเจริญเท่าไหร่นักที่ใช้ชื่อว่า ‘ปราจีนบุรี’ หากคุณหลงเข้าใกล้ซอยแห่งหนึ่งซึ่งได้กลิ่นอันตรายจากร้านสองฝั่งข้างทางตลอดซอย ทว่ายังไม่อันตรายมากพอหากเทียบกลับซอยเปลี่ยวที่ลึกสุดของที่แห่งนี้ สถานที่ที่ปรากฏอุตสาหกรรมร้างที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น ‘โรงช่างซ่อมรถ’ แต่เพราะตัวร้านนั้นอยู่ในซอยเปลี่ยวเดินลึกผ่านป่าที่มีต้นไม้พันผ้าสำหรับบูชาของคนแถวนั้น รวมทั้งศาลเจ้าที่กว่า 10 ที่ตลอดทางของป่า สุดของทางเดินป่าคือโรงงานอุตสาหกรรมร้างเกี่ยวกับการแปรรูปอาหารที่กิจกรรมไม่ดีและถูกทิ้งร้างไว้ สร้างความหลอนความน่ากลัวให้แก่ผู้พบเห็น จึงทำให้ร้านช่างซ่อมไม่มีลูกค้าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจนปิดตัวลง กระทั่งไม่นานนักก็กลายเป็นแหล่งสุ่มหัวของพวกเด็กเกเรในย่านนั้น ทั้งพวกขาแว๊นกลางดึก และพวกก่อปัญหาต่างๆนาๆ แต่ด้วยศีลธรรมของคำว่า ‘ความเกรงใจ’ ที่ตัวหัวหน้าแก๊งนั้นมีจึงทำให้แก๊งพวกนี้ไม่ก่อปัญหาเท่าที่ควรนัก จะซิ่งรถก็ซิ่งในเขตอุตสาหกรรมร้าง เพราะเป็นที่เปลี่ยวไม่มีใครอาศัยจึงลดความเดือดร้อนลงได้อีกเรื่อง แต่เรื่องชกต่อยกลับเป็นเรื่องปกติจนน่าเวียนหัวของคนแถวนั้น วันดีคืนก็ก็ยกพวกตีกันจนชาวบ้านเดือดร้อนเป็นว่าเล่น พวกตำรวจเองก็เพลียจนไม่รู้จะทำยังไงจึงทำได้แค่ปล่อยผ่านไป เพราะเด็กพวกนี้ยังคงทำตามกฎหมาย คือ เมื่อทำผิดก็เข้าคุก และประกันตัวออกมาตามปกติ และด้วยความที่ทำอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้ นั่นจึงทำให้พวกเขากลายเป็นกลุ่มแก๊งที่มีอำนาจของย่านนี้ไปโดนปริยาย

แก๊งกระเบื้องไฟ

‘ข่าวภาคเช้าวันนี้ ขอเสนอรายการพิเศษ การเยี่ยมชมงานของบริษัทเปิดใหม่อย่าง SML ในไทย โดยผู้เยี่ยมชมนั้นคือเจ้าหญิงมากาเร็ต โร เกรชทริน เบอเช่ โดยเจ้าหญิงมากาเร็ตได้เดินทางจากการดูงานแฟชั่นโชว์ของปารีสในเวลา 19.00 น. มาถึงที่ประเทศไทยเวลา 6.30 น.ตามเวลาไทย ซึ่งการมาเยี่ยมชมบริษัทSMLในครั้งนี้...’

เสียงโทรทัศน์ติดฝาผนังสุดหรูในห้องสนิมแห่งหนึ่งฉายรายการข่าวภาคเช้าตามเวลาปกติ ขณะที่เจ้าของห้องเดินไปชงโอวัลตินยามเช้าสบายใจเฉิม โดยไม่สนใจข่าวในวันนี้เลยสักนิดเดียว

‘จากภาพที่มีการอัพโหลดผ่านทวิตเตอร์ของSML ได้ถ่ายภาพของเจ้าหญิงมากาเร็ตขณะเยี่ยมชมการทำงานของพนักงานบริษัทยามเช้า...’

“ฮืม~ ฮือ ฮึ่มๆ ฮือ~~” ระหว่างคนโอวัลตินให้เข้ากันก็ฮัมเพลงชาติของประเทศไทยแม้ว่าจะยังไม่ถึงเวลา 8 โมงเช้าก็ตามที และคนคนนี้ก็คือ ‘ขอบฟ้า’ หัวหน้าแก๊งกระเบื้องไฟ ที่มีอำนาจในย่านนี้ แม้ตัวเธอจะเป็นผู้หญิงแต่เพราะมีพวกพ้องที่มีมาตั้งแต่เริ่มแต่งตั้งและความสามารถในการชกต่อยจึงทำให้สามารถควบคุมเหล่าเด็กเกรียนทั้งหลายได้อยู่หมัด ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือการคุมแก๊งนี้ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ปัง!

“อ๊ะ ท่ดหัวหน้า ตั้งใจจะเปิดเบาๆ แต่ประตูแม่งกาก ถีบทีเดียวแม่งร่วงเลยอะ” ขอบฟ้าหันไปมองประตูสนิมที่อุตส่าห์ซ่อมเมื่ออาทิตย์ก่อนซึ่งปัจจุบันลงไปกอดจูบกับพื้นห้องเรียบร้อย

“มือสิฟะ! เปิดด้วยมือ! เห็นลูกบิดไหม ไอ้ควายเขา!” ขอบฟ้าตะโกนด่าลูกน้องสุดชิลที่เดินเข้ามานั่งในโซฟาในห้องกว้างของหัวหน้าตัวเองอย่างหน้าตาเฉย พร้อมทั้งวางถุงปาท๋องโก้ลงที่โต๊ะกระจกหน้าโซฟา

“สนใจตรูสิฟะ!” เมื่อเห็นลูกน้องน่าปวดหัวทำเป็นเมินเสียงด่าของเธอ เธอจึงตะโกนใส่อีกรอบก่อนจะเดินไปที่โซฟาและนั่งลงข้างๆ

“หัวหน้าคร้าบ~”

ลูกน้องผู้นี้มีชื่อว่า ‘หุบเขา’ ซึ่งเป็นพวกชิลๆทำทองไม่รู้ร้อนได้ทุกสถานการณ์ เป็น 1 ในลูกน้องคนสนิทของขอบฟ้า แต่เพราะความทองไม่รู้ร้อน แกล้งซื่อ หน้าตาย ไร้ความเกรงใจ และความเก่งของเขาจึงทำให้หลายๆคนที่ไม่รู้จักแก๊งกระเบื้องไฟเข้าใจผิดว่าหมอนี่คือหัวหน้าซะมากกว่า

“อะไร?” ขอบฟ้ายกซดโอวัลตินหลังตอบรับเสียงเรียกของหุบเขา สายตาก็มองข่าวในตอนนี้ซึ่งยังคงฉายข่าวเดิมอยู่

“แบบว่าวันนี้มันวันเสาร์อะ หัวหน้า ผมอยากดูโมเดิร์นไนน์การ์ตูนอะ”

และรอยปูดของความโกรธก็ปรากฏบนขมับของขอบฟ้า เธอลุกขึ้นยันลูกน้องที่นั่งอยู่ข้างๆลงไปกองกับพื้นในทันที

“ทำไรเนี่ย! หัวหน้า! แบบนี้มันใช้กำลังกับลูกน้องที่น่ารักนะครับ”

“น่ารักพ่องมึงเซ่ อย่ามึงเรียกน่ารัก อย่ากุก็เรียกว่าโคตรน่ารักน่าเลี้ยงเลยเว้ย!!”

ขอบฟ้าชี้หน้าด่าใส่หุบเขาที่ทำหน้านิ่งแต่พูดด้วยเสียงไม่สบอารมณ์นิดหน่อย ในมืออีกข้างก็ถือโอวัลตินเอาไว้ไม่ให้หก

“นี่เพิ่ง 7 โมงเช้ากว่าๆเองนะเฟ้ย! เดะ 9 โมงขอใช้โทรทัศน์จะเป็นจะตายรึไง!” อีกฝ่ายตะโกนด่ากลับใส่หัวหน้าของตัวเองที่ยืนด่าอยู่อย่างไม่รู้สถานนะว่าจริงๆแล้วตัวเองคือลูกน้อง

“ดูห้องมึงเซ่!”

“ขี้เกียจเดินกลับโว้ย!!”

“หา!?”

“นี่ตื่นแต่เช้าออกไปซื้อปาท๋องโก้มาส่งถึงห้องให้ ยังต้องเดินกลับห้องตัวเองเพื่อดูตูนเนี่ยนะ ขี้เกียจโว้ย!!”

“เรื่องของมึงโว้ยยย!”

เสียงโหวกเหวกของคนสองคนดังแว่วออกมาถึงทางเดินของโรงงาน พร้อมทั้งคนกลุ่มน้อยที่อยู่ในช่วงเช้า แต่เพราะเป็นเรื่องปกติจึงไม่มีใครสนใจเป็นพิเศษ

ชายหนุ่มตัวเล็กมองไปยังห้องที่ครั้งหนึ่งเคยมีประตูปิดอยู่ ก่อนจะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับเสียงโหวกเหวกที่ดังออกมาถึงที่ที่เขายืนอยู่

“โอ้! มาร์ช อยู่นี่เอง” ชายหนุ่มตัวเล็กมองซ้ายขวาเพื่อหาใครบางคนก่อนจะเจอเข้ากับบุคคลที่ตามหาที่ชั้นสอง อีกฝ่ายคือชายรูปร่างสูงใหญ่มีผมสีน้ำตาลเด่นชัดและผิวซีดซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาวต่างชาติ

ผู้ถูกเรียกว่า มาร์ช มองตามหนุ่มร่างเล็กที่เรียกเขา ก่อนจะกระโดดสูงจากด้านล่างขึ้นมาหาเขาที่ทางเดินชั้นสองได้อย่างง่ายดาย

“แปลกใจที่เจอกันก่อนเที่ยงนะ ออกัส”

ชายร่างเล็กที่ชื่อ ออกัส หัวเราะออกมาเมื่อได้ยินคำทักทายของอีกฝ่าย

“พอดีวันนี้ที่บ้านมีทำบุญกันแต่เช้าเลยโดนปลุกให้มาช่วยขนของ ไหนๆก็ตื่นแล้วเลยจะมานอนที่นี่แทนนะ”

มาร์ชเลิกคิ้วขึ้น “ลงทุนดีนะ อุตส่าห์เดินทางตั้งชั่วโมงกว่าเพื่อเปลี่ยนเตียงนอน แล้วมีธุระอะไร?”

“ยังไงก็ต้องมาที่นี่อยู่แล้ว เลยมานอนนี่ไง พอดีจะถามว่าถ้าวันนี้เย็นๆไม่ก็ค่ำๆ นายว่างก็อยากให้ช่วยสอนการบ้านนิดหน่อยนะ”

“หืม? ได้สิ ไม่ใช่ว่าปกติก็ทำอยู่แล้วหรอกหรอ” มาร์ชทำหน้าสงสัย เพราะเขาก็ทำหน้าที่เป็นครูสอนพิเศษให้กับเขามาตลอดอยู่แล้ว

“มาบอกเผื่อนายมีธุระไง ปกติฉันไม่ได้ขอให้นายสอนวันเสาร์อาทิตย์นี่น่า” ออกัสหัวเราะนิดหน่อย

“...”มาร์ชเงียบไปสักพักหนึ่งก่อนจะพูดขึ้นด้วยสีหน้าเข้าใจ “อ่อ วันนี้วันเสาร์แล้วนี่น่า”

ออกัสหลุดหัวเราะอีกครั้ง “ไม่จำวันจำคืนอีกแล้วนะ”

“ช่วยไม่ได้นี่ อยู่แต่ที่นี่ไม่คิดจะออกไปไหนด้วย”

“งั้นเจอกันตอนฉันตื่น”

“โอเค”

แล้วทั้งสองก็เดินจากกันไป โดยที่ออกัสไปนอนที่ห้องในโรงงานของตัวเอง และมาร์ชก็ทำในสิ่งที่เขาต้องการจะทำก่อนจะโดนทักให้หยุดเสียก่อน

ขณะเดียวกันยามเช้าอันสดใสใกล้ 8 โมงของวันเสาร์ในวันหนึ่ง นอกจากเสียงโหวกเหวกจากห้องของหัวหน้าแก๊งตามปกติแล้ว ที่ชั้นหนึ่งซึ่งเป็นโถงทางเดินโล่งๆมีเพียงฝุ่นดินเต็มไปหมด ยังปรากฎเหล่าลูกน้องของแก๊งกว่า 10 คนกำลังเดินสวนกันไปมา ไม่ก็ยืนคุยกันเป็นการทักทายยามเช้าตามปกติ

เลยออกไปที่ในป่าของเขตโรงงานมีคน 2 คนกำลังชกต่อยกันอยู่ซึ่งเป็น 1 ในผู้แข็งแกร่งของแก๊งและลูกศิษย์ของเขาที่ตื่นมาฝึกซ้อมกันเป็นปกติ

“ทำได้แค่นี้หรอ ไอ้ว่าน?” ฝ่ายอาจารย์ท้าเมื่อเห็นลูกศิษย์ที่ต่อยเขาแต่ไม่โดนเขาสักหมัด

“ครับ! ขออภัยที่ทำได้แค่นี้ครับ!” อีกฝ่ายตอบรับด้วยเสียงดังฟังชัด จนทำให้ฝ่ายอาจารย์ดันถอนหายใจออกมาเพราะเขาดันยอมรับมันง่ายๆ

“อาจารย์?” ว่านเห็นอาจารย์ถอนหายใจและทำสีหน้าเหนื่อยหน่ายใจเลยทักถามอาจารย์ไปอย่างกังวลปนเป็นห่วง

“ป่าว ไม่มีอะไร มาซ้อมต่อก่อนเพลงชาติขึ้นซะ”

“ครับ อาจารย์!”

ย้อนกลับมาที่ห้องของหัวหน้าแก๊ง ซึ่งเสียงทะเลาะเบาลงแล้วฝ่ายหัวหน้ายังคงนั่งดูรายการข่าวภาคเช้าที่กำลังรายงานเรื่องเศรษฐกิจการเกษตรของประเทศไทยในช่วงนี้ ด้านข้างก็มีหุบเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นรอเวลาการ์ตูนของเขาจะฉาย เขาเลื่อนเฟสบุ๊คแอพโปรดของเขาไปพลางๆกับหยิบปาท๋องโก้ก้อนกลมใส่ปากสบายอารมณ์ หัวพิงพนักโซฟา ส่วนเท้าก็วางไว้บนตักของหัวหน้าตามเคย

ขอบฟ้าชินกับนิสัยแบบนี้ของลูกน้องจนเห็นเป็นเรื่องปกติ และไม่กล่าวว่าอะไร พูดอีกทีคงเหนื่อยที่จะพูดแล้วมากกว่า และตัวเธออยากดูข่าวประจำวันเพื่อรับรู้เรื่องโลกภายนอกเสียด้วยซ้ำ

ขอบฟ้าอายุได้ 18 ปีแล้วแม้ว่าเธอจะไม่ได้เรียนที่โรงเรียนไหนเธอก็ชอบติดตามข่าวสารหรือบางทีก็ซื้อหนังสือสาระมานั่งอ่านเล่น เช่น หนังสือเกี่ยวกับพืชสวน หรือหนังสือเรียน แม้ว่าเธอก็ไม่เคยอ่านมันจนจบก็ตาม พอคิดดูแล้วตัวเธอดันใช้ชีวิตแบบนี้จนเป็นเรื่องปกติขึ้นมา หากไม่มีลูกน้องที่ตั้งใจเรียนหลายคนในแก๊ง เธอคงลืมไปแล้วว่าโลกใบนี้อยู่ในสังคมที่เด็กทุกคนต้องไปโรงเรียน ไม่ใช่โลกต่างมิติที่ศึกษาเล่าเรียนจากผู้ใหญ่แล้วออกเดินทางเพื่อตามหาความฝัน และต่อให้เป็นโลกแบบนั้นเธอก็ไม่มีความฝันให้ไล่ตามเช่นกัน

‘แหม แต่เรื่องเมื่อวานเป็นข่าวใหญ่ของช่วงนี้เลยนะคะ เรื่องที่ xxx ดันออกมาให้การว่าคดีเมื่อ 2 ปีก่อนตัวเขาเป็นคนวางแผนทั้งหมดแล้วโยนโทษให้กับลูกน้องในบริษัทของเขา น่าแปลกจริงๆนะคะที่อยู่ๆก็ยอมมอบตัว’

ข่าวถูกพูดเปลี่ยนไปมาตามเวลารายงานข่าวของวันเป็นเรื่องปกติ สายตาของขอบฟ้าเหม่อมองข่าวตรงหน้าราวกับจริงๆแล้วเธอก็ไม่ได้ดูข่าวตรงหน้าด้วยซ้ำ ทั้งอย่างนั้นเธอก็ยังคงเหม่อมองหน้าจอโทรทัศน์อยู่จนกระทั่งมันจบลง

“หัวหน้าๆ” เสียงของลูกน้องด้านข้างเรียกให้เธอละสายตาไปยังเขา

“ผมอยากกินโอวัลตินด้วยอะ ชงให้หน่อย”

ขอบฟ้าระงับความโกรธตัวเองไว้ แล้วทำเป็นเมินอีกฝ่ายต่อไป

“หืม? นี่หัวหน้าเมินลูกน้องหรอ?”

ใช่ เธอเมินเขาอยู่

“ฮัลโหลๆ หัวหน้า~~” หุบเขาหุบๆโผล่ๆตรงหน้าของขอบฟ้าเป็นการกวนตีนเล่นไปในตัว จนทำให้ขอบฟ้าสุดจะทนแล้วจิกหัวกดกับพื้นด้วยความหงุดหงิด

“ไป ชง เอง โว้ย!” ขอบฟ้าพูดทีละคำอย่างเหลืออด

“เอ๋? ยังไงก็ว่างนี่ ไปชงให้ผมหน่อย”

“ชงเองสิวะ!!”ขอบฟ้าตะโกนด่าอย่างเหลืออดพร้อมใช้ตีนเขี่ยลูกน้องของเธอไปไกลๆตีนอีกครั้ง

“บู๊ๆ~ งั้นไม่อยากกินแล้ว” หุบเขาทำสีหน้างอลใส่พร้อมกอดเข่าขณะที่โดนหัวหน้าของเขาเขี่ยให้ออกห่าง

“เรื่องของเอ๊งโว้ย!” หัวหน้าพูดก่อนจะเมินเขาในเวลาต่อมา และหุบเขาก็นอนแอ้งแม้งอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน

ไม่นานนักเวลาก็ผ่านไป เสียงเพลงชาติของโทรทัศน์ดังขึ้นพร้อมกับลำโพงเพลงชาติของตัวโรงงานก็ดังตามมาติดๆ ผู้คนในโรงงานหยุดนิ่งชั่วครู่กับเสียงเพลงก่อนจะหันมาพูดคุยกันเหมือนเดิมเมื่อรู้ว่าเป็นเวลาเพลงขึ้นตามปกติของที่นี่ ไม่มีใครที่ยืนเคารพเพลงชาติอย่างที่ควรเป็น ทว่าสำหรับพวกเขามันคือสัญญาณเริ่มต้นวันใหม่ของแก๊งกระทั่งเพลงชาติในตอนเย็นดังขึ้นอีกครั้งเป็นการจบวัน

หลังเพลงชาติจบลง หุบเขารีบเด้งตัวขึ้นมาคว้ารีโมตโทรทัศน์ไปครองในทันที การกระทำกะทันหันทำให้ขอบฟ้าตกใจเล็กน้อย เธอเกาหัวแกร่กๆแล้วหยิบแก้วโอวัลตินของเธอเดินไปทางห้องครัวไม่ใกล้ไม่ไกลเพื่อล้างแก้ว

ระหว่างที่ขอบฟ้ากำลังล้างแก้วใบโปรดของเธอที่ใช้มาตั้งแต่เด็ก เธอก็เริ่มคิดเรื่องของวันนี้ว่าจะทำอะไรดี เพราะตามปกติแล้วแม้ว่าจะเป็นแก๊งอันตรายของย่านนี้ แต่จริงๆแล้วตัวเธอก็แค่อาศัยอยู่ที่นี่อย่างเงียบๆ แล้วดันมีคนเข้าหาเธอ พร้อมออกไปหาปัญหามาให้เธอคอยแก้อยู่เสมอ โดยเฉพาะ 1 ในตัวปัญหาที่ตอนนี้กำลังนอนรอรายการการ์ตูนของเช้าวันเสาร์อาทิตย์อยู่ที่โซฟาของเธอ ตราบเท่าที่หมอนี่ไม่ออกไปไกลจากสายตาของเธอ เธอก็หมดไป 1 ปัญหาแล้ว เพราะแค่ก้าวเท้าพ้นสายตาของเธอก็อาจได้ยินเสียงกรีดร้องของลูกน้องไม่ใกล้ไม่ไกล หรืออาจได้รับข่าวจากลูกน้องภายใน 1 ชั่วโมงเรื่องตำรวจมาขอพบ

อา...ดันชินกับการเจอตำรวจซะแล้วสิ เธอคิดขึ้นได้

ขอบฟ้าคว่ำแก้วไว้ แล้วเดินกลับมาที่โซฟา เธอเอื้อมหยิบโทรศัพท์ของเธอแล้วนั่งลงตรงที่เดิม สายตาก็เริ่มมองดูโพสทวิตเตอร์ของวันนี้เรื่อยเปื่อยฆ่าเวลาของวันไปเรื่อยๆ

ทางฝั่งตะวันตกซึ่งอยู่ตรงข้ามกับห้องของหัวหน้าแก๊ง และเป็นฝั่งที่มีห้องเล็กห้องกลางอยู่เต็มไปหมด เพราะแต่ก่อนมันคือห้องทำงานฝีมือของพนักงานแห่งนี้ก่อนที่มันจะร้าง และหนึ่งในห้องเหล่านี้ได้ถูกปรับแต่งไว้เป็นห้องทำงานของ มาร์ช รูตเบิร์ก ซึ่งเป็นคนทำเอกสารต่างๆของแก๊ง เขาเปิดแฟ้มเล่มหนาเพื่อค้นหาบางอย่างอย่างใจจดใจจ่อมาได้สักพัก แฟ้มสีแดงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของบุคคลสำคัญตัวอันตรายของแก๊งนั่นเอง และสิ่งที่เขากำลังมองหาอยู่ก็คือประวัติของ 1 ในตัวปัญหาของแก๊ง ซึ่งตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่ไปสถานที่บางแห่งพร้อมกับรองหัวหน้าเมื่ออาทิตย์ก่อนได้แล้ว

มาร์ชตรวจสอบช่องทางการติดต่อของตัวปัญหา ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดหมายเลขนั้นในทันที

ตู๊ด....ตู๊ด....

“ฮัลโหล? ใครวะ?”

มาร์ชเงียบไปพร้อมกับสีหน้าไร้อารมณ์ ก่อนจะพูดกับปลายสาย “กูเอง มาร์ช”

“อ้าว? พี่มาร์ช มีไรวะ?”

เสียงห้าวของอีกฝ่ายดังขึ้นมาอีกนิด แต่มารยาทก็ไม่ได้ดีขึ้นมาเลยแม้จะรู้ว่าใครโทรหาเขา

“กุโทรหาท่านรองไม่ติด เลยโทรหามึง” มาร์ชเก็บแฟ้มสีแดงเข้าที่แล้วยืนกอดอกเพื่อสนทนาต่ออย่างตั้งใจ

“หะ? ไมไม่โทรเข้าเบอร์แก๊งวะพี่ เบอร์นี้ให้แม่ผมโทรหานะเว้ย” อีกฝ่ายมีน้ำเสียงไม่พอใจ

มาร์ชไม่อยากมีปัญหากับ 1 ในตัวปัญหาหรอกนะ แต่เขาก็อดพูดความจริงไม่ได้ “ก็กุโทรเบอร์นั้นไม่ติดไง ไอ้เชี่ยขนุน!”

อีกฝ่ายเงียบไปพักหนึ่งเหมือนกำลังตรวจสอบเรื่องที่พูดเมื่อครู่ “อ๊ะ! แบตหมดนี่เอง ไม่ได้ใช้เลยเลยไม่รู้ ท่ดวะพี่มาร์ช”

มาร์ชขมวดคิ้ว ก่อนจะเข้าธุระของเขา “พวกมึงไปอาทิตย์กว่าได้แล้ว จะกลับกันวันไหนวะ?”

โดยปกติแล้วอีก 1 ตัวปัญหาอย่างรองหัวหน้าแก๊งกระเบื้องไฟที่ชอบไปไหนมาไหนไม่เคยบอก แถมยังมีของฝากจากสถานที่ท่องเที่ยวเป็นปัญหานานาชนิดอีก เขาอดเป็นห่วงเรื่องที่ต้องสะสางหลังรองหัวหน้ากลับมาไม่ได้ เลยถามเรื่องระยะเวลาจากอีกฝ่าย ซึ่งตามปกติแล้วตัวเขาก็มักจะติดต่อหารองหัวหน้าโดยตรง แต่อีกฝ่ายไม่รับสายเขามาตลอด 5 วันติดกัน เขาจึงพยายามติดต่อลูกน้องที่รองหัวหน้าพาไปด้วย และมีไม่กี่คนที่เขารู้เบอร์โทรศัพท์เท่านั้น แน่นอนว่าการหาแฟ้มข้อมูลติดต่อที่สะดุดตาอย่างแฟ้มสีแดงหรือดำหย่อมง่ายกว่าเป็นเรื่องธรรมดา

“เอาจริงๆนะพี่ นั้นปัญหาพวกเราเลยวะ

มาร์ชสงสัยในคำพูด เขาไม่ได้ต่อประโยคอีกฝ่ายต่อ แต่รอฟังแทน

“พวกผมหาท่านรองไม่เจอมา 2 วันล่ะ”

“...”

“...”

“ห๊ะ?!”

“ใจเย็นนะพี่มาร์ช ตอนนี้แยกย้ายกันหาอยู่ ไม่ต้องกังวลไป เดะกลับก็กลับเอง ไว้ถึง 1 เดือนค่อยแจ้งคนหายนะพี่” อีกฝ่ายพูดแบบนั้นก่อนจะตัดสายทิ้ง ปล่อยให้มาร์ชทำหน้างงเป็นไก่ตาแตกอยู่

“เดี๋ยว! นี่มึงจะตัดสายกุงี้หรอ? ปล่อยให้อยากรู้แล้วจากไปเนี่ยนะ?! ไอ้เชี่ยยยย!!” เขาโวยวายอยู่ในห้องที่ไม่เก็บเสียงเท่าไหร่ ส่งผลให้ลูกน้องที่เดินผ่านไปมาสะดุ้งโหยงจากเสียงตะโกน

มาร์ชเริ่มคิดว่าอีกฝ่ายเป็นถึงรองหัวหน้าที่ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง คงไม่แปลกที่อยู่ดีๆคงจะหายไปไหน อย่างครั้งหนึ่งที่บอกจะไปกรุงเทพ วันต่อมาโทรไปหาบอกอยู่เชียงราย อา...ชักปวดหัวแล้วสิ มาร์ชนึกถึงปัญหาที่จะตามมาหลังการกลับมาของรองหัวหน้าจอมสร้างปัญหา ไม่สิ จอมพาลูกน้องสร้างปัญหา

“ถ้าไม่ไปฆ่าคนอีกก็ดีนะ” เขาพูดลอยๆก่อนจะเดินออกจากห้องไป

ที่หน้าทางเข้าของโรงงานอุตสาหกรรม อาจารย์และศิษย์เอกของเขาเดินเข้ามาทางโรงงาน พร้อมการต้อนรับของลูกน้องที่อยู่บริเวณนั้น

“สวัสดีครับอาจารย์! สวัสดีครับพี่ว่าน!”

“เหงื่อโชกมาเชียวนะครับ”

“นี่ผ้าครับ”

“พี่ว่าน น้ำครับ”

“อาจารย์จะทานอะไรเป็นมื้อเช้าดีครับ”

“เอาเอ็มร้อยไหมครับจารย์”

ลูกน้องกลุ่มหนึ่งเข้ามาทักทายกันตามปกติและตามหน้าที่

“อา ขอบคุณนะ พึ่งพาได้เสมอเลย!” ว่านรับผ้าเช็ดตัวกับขวดน้ำมาพร้อมรอยยิ้ม

“ไม่เป็นไรครับ พวกเราทำจนชินแล้วครับ!”

“ฮ่าๆ งั้นหรอ” ว่านยิ้มรับมากกว่าเดิม

“มีไรให้กินบ้างละ?” ฝ่ายอาจารย์รับเอ็มร้อยมาพร้อมถามเมนูอาหารเช้าของวัน

“วันนี้มีโจ๊กกับข้าวมันไก่ครับ” ลูกน้องตอบด้วยเสียงดังฟังชัด

“งั้นเอาข้าวมันไก่”

“พี่ว่านละครับ?”

“อืม...ขอข้าวมันไก่ด้วยละกัน”

“เข้าใจแล้วครับ จะเอาไปเสริฟให้ที่ห้องพักนะครับ!” ลูกน้องสองสามคนแยกออกจากกลุ่มแล้วเดินตรงไปยังห้องครัวของโรงงานแห่งนี้ ส่วนพวกที่เหลือก็เดินตามอาจารย์กับว่านไปยังห้องพักที่ 1 ของโรงงาน ซึ่งเป็นห้องส่วนตัวของอาจารย์กับว่านมาได้สักพัก เพราะพวกเขาชอบไปสิงที่นั่นบ่อยๆ ระหว่างทางพวกลูกน้องก็ชวนว่านคุยเรื่องการฝึกของวันนี้ บางคนก็สอบถามอาจารย์ถึงวิชาการต่อสู้ที่ตนเองสนใจ กระทั่งถึงตัวห้องพัก

“ถ้าสนใจไม่ลองมาฝึกด้วยกันดูละ?” ว่านเห็นทุกคนค่อนข้างสนใจการฝึกของเขามานานแล้ว จึงเอ่ยชวนด้วยความเป็นมิตร ทางฝ่ายลูกน้องถึงกลับเงียบและพูดไม่ออก

“อะ..เอ่อ ไม่ครับ พวกเรายังไม่ถึงขั้นนั้นหรอกครับ”

เนื่องจากการฝึกของอาจารย์ด้านการต่อสู้ของแก๊งนั้นเป็นอันดับต้นๆในเรื่องของความโหดขิง ทำให้หลายคนทนไม่ไหว บางคนก็เกือบตายในการฝึกขั้นพื้นฐานมาแล้ว จะมีก็แต่ว่านที่สามารถรับการฝึกได้เป็นปกติเสมือนเรียนออกกำลังกายฟิตกล้ามเนื้ออยู่เสียด้วยซ้ำ

“อะไรกัน เพราะอ่อนไงถึงควรฝึกจะได้แข็งแกร่ง” ว่านพูดเพื่อชักชวนมากกว่าเดิม

“ไม่เป็นไรครับ...เกรงใจสุดๆ”

“ผมชอบฟังเรื่องตอนซ้อมมากกว่า...”

ฝ่ายอาจารย์เห็นเข้าก็ถอนหายใจแล้วเป็นคนพูดกับหนุ่มน้อยไร้เดียวสาไม่ประสีประสาแทน

“ข้ารับฝึกแค่เจ้า เห็นแบบนี้ก็เลือกลูกศิษย์เหมือนกัน ทำไมเจ้าไม่เป็นคนสอนพวกมันเองล่ะ ถ้าเจ้าอยากชักชวนมันขนาดนั้น”

ว่านได้ยินก็ถึงกับฉุกคิดขึ้นมา เขาเพิ่งเข้าแก๊งหลังเหตุการณ์เข้าโรงพยาบาลของเหล่าอดีตลูกศิษย์เลยไม่รู้เรื่องนี้ แต่เห็นอาจารย์สอนเขาเพียงคนเดียวเลยคิดตามที่อาจารย์บอกว่าตัวเขาอาจมีมาตรฐานคนสูงกว่าคนทั่วไป และตัวเขาเองก็โดนหัวหน้าบอกมาเหมือนกันว่ามีร่างกายที่พิเศษกว่าคนปกติเลยชวนเข้าแก๊งมา

“ผมสอนแทนได้ใช่ไหมครับ?” ว่านถามด้วยความมุ่งมั่น

“ได้สิ”

ลูกน้องได้ยินดังนั้นก็เกิดเฮขึ้นในใจ

“งั้นอยากฝึกกันไหม? ฝึกตอนไหนดีนะ..”

“ตอนไหนก็ได้ครับ ถ้าพี่ว่านสะดวก!” ลูกน้องคนหนึ่งพูดขึ้น

“งั้นเอาเป็นช่วงเกือบเย็นๆดีไหม สักบ่าย 3 เพราะทุกคนก็เริ่มเลิกเรียนกันแล้ว”

“ได้สิครับ!” แล้วเหล่าลูกน้องก็พูดขึ้นพร้อมกันอย่างดีอกดีใจ


บทความอัพเดทล่าสุด

ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20

Sister Rich [บทนำ 01] ภาค ปราการเริ่มต้น